บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ไขปัญหา "หนี้ที่เกิดจากการผ่อนสินค้า"

เห็นถามกันมาเยอะ...ถามกันจัง...ถามมาตลอดทุกปี...ถามไม่หยุดไม่หย่อน วันนี้ผมจะมาไขปัญหานี้ให้กระจ่างกันไปเลย

คำถามส่วนใหญ่มักจะถามกันว่า

- ผมผ่อน เครื่องซักผ้า ไว้แล้วจ่ายต่อไม่ไหว เขาจะมายึดเอาของคืนไหมครับ

- เคยผ่อน โน๊ตบุ๊ค เอาไว้ แต่ได้เอาไปขายแล้ว แล้วตอนนี้ก็ไม่ได้ผ่อนต่อ ทางเจ้าหนี้บอกว่า เป็นคดีอาญา ต้องติดคุก จริงไหมคะ

- ใช้ชื่อของตัวเองทำสัญญาผ่อน TV ให้กับเพื่อนที่อยู่ข้างๆห้องเช่า แต่ตอนนี้เพื่อนหนีหนี้ไปแล้ว เจ้าหนี้เขาโทรมาทวงเอา TV คืน แต่เพื่อนก็ย้ายห้องพร้อม TV หนีไปไหนก็ไม่รู้ ทางเจ้าหนี้ก็บอกว่าถ้าไม่เอา TV มาคืน จะเอาตำรวจมาจับผม จะทำยังไงดีครับ

- ผ่อนตู้เย็นมาได้ 3 เดือนแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ตกงานไม่มีเงินผ่อนต่อ คนโทรมาทวงบอกว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ เขาจำเป็นต้องมายึดเอาของไป ทำได้ด้วยหรือคะ

จะอธิบายให้ฟังละนะ


สัญญาเช่าซื้อ...มีความหมายว่า ลูกค้าไปเอาของๆเขามาใช้ ในลักษณะของการเช่าของ และสัญญาว่าจะจ่ายชำระเงินค่าสินค้านั้นๆ โดยการผ่อนเป็นงวดๆพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามข้อตกลง จนกว่าจะครบตามมูลค่าของสินค้านั้นๆ จึงจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ของสินค้านั้นๆ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้าหรือผู้เช่าซื้อต่อไปได้...หากลูกค้าหรือผู้เช่า ซื้อผิดนัดชำระ(ไม่จ่าย) เจ้าของสินค้าก็ต้องไปยึดเอาของคืนมา...มันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
แต่ถ้าเจ้าของตามไปยึดสินค้าแล้ว กลับไม่มีสินค้าให้ยึด เนื่องจากลูกค้าเอาสินค้าของเขาไป ขาย , จำนำ , หรือยกให้กับคนอื่นต่อ...ผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้าเขาก็สามารถฟ้องลูกค้าผู้ นั้นให้เป็นคดีอาญา ในข้อหา “ยักยอกทรัพย์ของผู้อื่น” ได้ (ก็เล่นเอาของๆคนอื่น ที่มิใช่ของตนเองไปขายนี่ครับ)

ดังนั้น...การที่จะยึดสินค้าที่กำลังผ่อนชำระอยู่นั้น...ได้...หรือไม่ได้? ก็ต้องให้ไปดูที่ตัว "สัญญา" เป็นหลัก...ว่าเป็น "สัญญาเช่าซื้อ" หรือไม่?
การที่จะใช้คำว่า "สัญญาเช่าซื้อ" ได้นั้น...สินค้านั้นๆจะต้องเป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาก่อนตั้งแต่เริ่ม แรกๆเลย แล้วหลังจากนั้นลูกหนี้ก็ไปเอาของๆเขามาใช้ โดยตกลงกันว่า ลูกหนี้จะผ่อนชำระมูลค่าของสินค้าพร้อมด้วยดอกเบี้ย คืนให้กับเจ้าของสินค้าเป็นงวดๆไป ตามข้อตกลง…เป็นไปตามที่ผมได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้น

แต่ถ้าหากสินค้านั้นๆ ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม...แต่ฝ่ายเจ้าหนี้มันดันไปเขียนไว้ที่หัวของสัญญาว่า "สัญญาเช่าซื้อ"...สัญญา ฉบับนั้นๆ ก็จะเป็นอันมิชอบด้วยกฏหมาย และจะเป็นโมฆะต่อไปหากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี...ดังนั้น ทางฝ่ายเจ้าหนี้ทั้งหลายแหล่ที่เป็นผู้ปล่อยสินค้าประเภทเงินผ่อน โดยทั้งๆที่ตัวมันไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้ามาตั้งแต่เริ่มแรก จึงมักเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "สัญญาเช่าซื้อ" บนหัวกระดาษของสัญญา แต่มันจะเปลี่ยนไปใช้เป็นคำอื่นๆแทน เช่น
เขียนว่าเป็น “สัญญาเงินกู้เพื่อการผ่อนชำระสินค้า” , “สัญญาผ่อนสินค้าเงินเชื่อ” , “สัญญาผ่อนสินค้าส่วนบุคคล” , “สัญญาสินค้าเงินผ่อน” , ฯลฯ...เป็นต้น

สัญญาเหล่านี้ ไม่ถูกจัดว่าเป็น "สัญญาเช่าซื้อ" ตามกฏหมาย แต่ถูกจัดว่าเป็นสัญญาที่ให้กู้เงิน เพื่อใช้ในการจับจ่ายใช้สอย สำหรับการอุปโภคและบริโภคใดๆ...หรือเรียกง่ายๆก็คือว่า “เป็น การปล่อยเงินกู้ให้กับลูกหนี้ก้อนหนึ่ง แล้วหลังจากนั้น ลูกหนี้จะเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือซื้ออะไรก็ได้ ตามความต้องการของทางลูกหนี้...เชิญตามสบาย

ดังนั้น หากทางลูกหนี้เกิด “ผิดนัดชำระหนี้” ขึ้นมาเมื่อใด ทางฝ่ายเจ้าหนี้มันก็มีสิทธิ์ทวงได้เฉพาะเงินก้อน ที่มันโยนมาให้ลูกหนี้ไว้ใช้ซื้อของตามที่ลูกหนี้ต้องการเท่านั้น จะมาอ้างทวงเอาของที่ลูกหนี้ซื้อมาแล้วไม่ได้ เพราะลูกหนี้ เป็นผู้ “ติดหนี้เงิน” ไม่ใช่ “ติดหนี้ของ

และนี่คือที่มาว่า...ทำไม?...ส่วนมาก ไอ้พวกบรรดาเจ้าหนี้สินค้าเงินผ่อนเจ้าเล่ห์ต่างๆ มันมักจะใช้ชื่อของสัญญา ในการผ่อนสินค้าเป็นคำอื่นๆ โดยที่ไม่กล้าใช้คำว่า “สัญญาเช่าซื้อ” (ก็เพราะว่าตัวมันเองไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้านั้นๆมาตั้งแต่เริ่มแรก มันจึงกลัวว่าสัญญาจะเป็นโมฆะหากขึ้นสู่ชั้นพิจาณา ยังไงล่ะ)

แต่ทีเวลาพวกมันทวงหนี้...มันกลับชอบอ้างกับลูกหนี้ว่าเป็นสัญญาประเภท “เช่าซื้อ” ไปซะทุกที และก็ชอบที่จะข่มขู่ว่านี่เป็นคดีอาญานะ หากไม่ส่งมอบคืนสินค้าให้กับมัน...ทั้งที่ความจริงนั้น...มันไม่ใช่เลย
ฉะนั้นพวกที่เป็นลูกหนี้สินค้าประเภทเงินผ่อน จึงจำเป็นที่จะต้องรอบรู้ให้มากๆ เพื่อให้ทันกับเล่ห์เหลี่ยมของพวกมันด้วย

บางคนอาจจะยัง “งง” อยู่กับคำว่า “สินค้านั้นๆจะต้องเป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาก่อน ตั้งแต่เริ่มแรกๆเลย” มันหมายความว่าอะไร?

เอาล่ะ...จะอธิบายให้ฟังตามนี้นะ

ตัวอย่างที่ 1
พวกคุณรู้จัก บริษัทที่ชื่อว่า Singer (ซิงเกอร์) ไหมครับ?...บริษัทนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับ เครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อนต่างๆ เช่น จักรเย็บผ้าไฟฟ้า , ตู้เย็น , เครื่องซักผ้า , โทรทัศน์ , วิทยุ , เตารีด , ฯลฯ...โดยที่บริษัท Singer นี้ มีโรงงานผลิตและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เป็นของตนเอง
เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ Singer เหล่านี้ ถูกผลิตออกมาจากโรงงานของ Singer แล้วก็ถูกนำออกมาขายตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า “ร้าน Singer” ผ่านตัวแทนฝ่ายขายของ Singer โดยส่วนใหญ่จะเน้นขายเป็นสินค้าประเภท “เงินผ่อน

นี่แหละครับ...ตัวอย่างของคำว่า “สินค้านั้นๆ จะต้องเป็นทรัพย์สินของเจ้าหนี้มาก่อน ตั้งแต่เริ่มแรก

บริษัท Singer เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง , ทำการตลาดขายของเอง , ขายแบบเงินผ่อนเอง , เก็บเงินเอง...สรุปก็คือ “Singer เป็นเจ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อนเหล่านี้ มาตั้งแต่เริ่มแรก” และนำสินค้าของตนเอง มาขายเป็นเงินผ่อนให้กับลูกค้า...ลักษณะเช่นนี้ จึงจัดว่าเป็นนิติกรรม “เช่าซื้อ” โดยถูกต้องตามกฏหมาย

ตัวอย่างที่ 2
นายพอเพียง อยากได้มอเตอร์ไซด์สักคันเพื่อไว้ขี่ไปทำงาน แต่ไม่มีเงินก้อนไปซื้อ นายพอเพียงจึงลองไปถามร้านขายมอเตอร์ไซด์ที่อยู่ใกล้บ้าน ว่าหากต้องการจะซื้อมอเตอร์ไซด์ รุ่น Wave 100 สีแดงคันนี้ จากทางร้าน แบบเงินผ่อน จะต้องทำยังไงบ้าง ***ราคาขายมอเตอร์ไซด์(เงินสด)อยู่ที่ 40,000.-บาท***

ทางร้านก็เลยแนะนำกับนายพอเพียงว่า ให้นายพอเพียงไปทำ “สัญญาเช่าซื้อ” มอเตอร์ไซด์กับ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จำกัด ซึ่งทำธุรกิจแบบ ไฟแนนซ์และลิสซิ่งด้วย ก็จะสามารถเอามอเตอร์ไซด์คันนี้ออกไปขับได้เลย ส่วนเรื่องการผ่อนเงินก็ให้นายพอเพียงไปตกลงและผ่อนกับทาง บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) เอาเอง…นายพอเพียงจึงตกลงไปทำ “สัญญาเช่าซื้อ” ตามที่ทางร้านแนะนำ

สำหรับ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) พอมันรู้ว่านายพอเพียงต้องการซื้อมอเตอร์ไซค์คันนี้แน่ๆ มันก็ให้นายพอเพียงทำ “สัญญาเช่าซื้อ” มอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวกับมัน แล้วมันก็โอนเงินจำนวน 40,000.-บาท ให้กับทางร้านขายภายในวันเดียวกันนั้นเลย โดยให้ทางร้านขายออกใบเสร็จรับเงินว่า บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) เป็นผู้ซื้อมอเตอร์ไซด์คันนี้...นายพอเพียงจึงขับมอเตอร์ไซด์คันนี้กลับไป บ้านได้เลย

หลังจากนั้นทาง บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ก็เอาใบเสร็จการซื้อมอเตอร์ไซด์คันนี้ ไปแจ้งทำสมุดทะเบียนรถมอเตอร์ไซด์ ที่กรมขนส่งทางบก โดยอ้างต่อกรมขนส่งว่ามันเป็นเจ้าของรถ เนื่องจากเป็นผู้ออกเงินซื้อมาเอง ดังนั้นชื่อผู้ที่เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซด์โดยระบุอยู่ในสมุดทะเบียนรถ จึงเป็นชื่อของ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จำกัด มิใช่เป็นชื่อของนายพอเพียง

สถานะของนายพอเพียง จึงเป็นเพียงแค่ “ผู้ครอบครอง” เท่านั้นตามกฏหมาย จนกว่านายพอเพียงจะผ่อนชำระหนี้ตาม “สัญญาเช่าซื้อ” จนครบ ทาง บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) จึงจะทำการโอนรถและสมุดทะเบียน ให้เป็นชื่อของนายพอเพียงเป็นเจ้าของต่อไป (ภาษา ชาวบ้านเขาเรียกว่า เจ้าของรถที่แท้จริงก็คือ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen)...แต่มันได้อนุญาตให้นายพอเพียง นำรถของมันออกไปยืมขับได้ตามใจชอบ ตราบใดที่นายพอเพียงยังผ่อนเงินค่ารถให้กับมันอยู่)

ลักษณะเช่นนี้ ก็ถูกจัดว่าเป็นนิติกรรม “เช่าซื้อ” โดยถูกต้องตามกฏหมาย เช่นเดียวกัน

หากว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ (ที่ใช้บังคับคดีได้ตามกฏหมาย) จะต้องมีรายละเอียดประมาณดังนี้
1. สินค้าที่จะทำเป็น “สัญญาเช่าซื้อ” ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินของผู้ขายสินค้ามาตั้งแต่เริ่มแรก...ก่อนที่จะเซ็นต์ทำ สัญญาเช่าซื้อระหว่างกัน
2. ด้านบนหัวกระดาษของหนังสือสัญญา จะต้องถูกเขียนระบุไว้ว่าเป็น "สัญญาเช่าซื้อ" เท่านั้น...จะเขียนเป็นอย่างอื่นมิได้โดยเด็ดขาด
3. ในหนังสือสัญญา จะต้องมีการระบุรายละเอียดของตัวสินค้าที่จะผ่อนเช่าซื้อ ให้ชัดเจน , ครบถ้วนทุกประการ เช่น

ชื่อ เจ้าของสินค้า/ผู้ให้เช่าซื้อ = บริษัท อีท-สิ-ควาย (มหาชั่ว) จำกัด
ชื่อ ผู้ใช้บริการ/ผู้เช่าซื้อสินค้า = นาย นกกระจอกเทศ กระทืบเจ้าหนี้
หมายเลขบัตรประชาชน = x-xxxx-xxxxx-xx-x
ที่อยู่ของ ผู้ใช้บริการ/ผู้เช่าซื้อสินค้า = เวปไซด์ ชมรมหนี้บัตรเครดิต เครือข่ายมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กทม.
เบอร์โทรศัพท์ = 02-424อ42ม (สี่โทรสี่ อยากสี่โทรมา)

ประเภทสินค้า = เครื่องรับโทรทัศน์ (TV)
ขนาด = 21 นิ้ว
สีของสินค้า = สีดำ
ยี่ห้อ = Sony
รุ่น = Vega 21
หมายเลขประจำเครื่อง (Serial No.) = 000261007TH

ราคาสินค้า = 9,000.-บาท
ระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินคืน = 12 งวด
อัตราดอกเบี้ย = 2% ต่อเดือน
ตกลงเป็นจำนวนเงินในการผ่อนชำระงวดละ 930.-บาท เป็นระยะเวลาทั้งหมด 12 เดือน

รายละเอียดของ “สัญญาเช่าซื้อ” จะต้องมีองค์ประกอบประมาณนี้...เป็นต้น
--------------------------------------------------------------------------------

แล้วทำไมผมจึงกล้าบอกว่า สินค้าส่วนใหญ่ ที่บรรดาลูกหนี้ผ่อนอยู่กับสถาบัน Non-Bank ต่างๆทุกวันนี้ ส่วนมากไม่ได้ถูกจัดว่าเป็น “สัญญาเช่าซื้อ” ล่ะ?
คำตอบก็คือ...ก็เพราะว่าพวกมันไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้ามาตั้งแต่เริ่มแรกยังไงล่ะครับ!

ยกตัวอย่างเช่น นายพอเพียงไปผ่อนซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia รุ่น N70 มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง (ราคาขายเงินสดอยู่ที่ 7,000.-บาท) โดยนายพอเพียงได้ไปทำ “สัญญาสินค้าเงินผ่อน” ไว้กับ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ที่มีการเปิดบริการไว้อยู่ในห้างฯนี้ด้วยเช่นกัน แล้วนายพอเพียงก็ได้โทรศัพท์มือถือมาใช้สมใจอยากภายในวันนั้นเลยจากทางห้างฯ พร้อมกับได้รับใบเสร็จชำระเงินค่าโทรศัพท์(ว่าได้จ่ายเงินค่าเครื่อง โทรศัพท์มือแล้ว) พร้อมกับใบรับประกันสินค้าของ Nokia ด้วย

หลังจากนั้น นายพอเพียงก็ผ่อนชำระค่าเครื่องโทรศัพท์มาได้ 3 งวด แล้วก็หยุดจ่าย...ทางบริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ก็โทรมาทวงหนี้และทวงสินค้า (เครื่องโทรศัพท์มือถือ) คืนจากนายพอเพียง โดยอ้างว่าหนี้ในครั้งนี้ เป็นหนี้ประเภท “เช่าซื้อ” นะ ถ้าหากนายพอเพียงไม่ยอมคืนโทรศัพท์ Nokia มา จะถูกฟ้องเป็นให้คดีอาญา และจะถูกตำรวจจับด้วย

5555...(ขออนุญาต “ขำ” กับมุขควายๆที่พวกมันชอบใช้หลอกข่มขู่กับลูกหนี้แบบนี้ สักหน่อยนะครับ...แม่_งใช้มาตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงความเป็น น้ำเน่า และควายๆ อยู่เหมือนเดิม)...เอิ๊ก...เอิ๊ก...

เฮ้อ...เฮ่อ...มาเล่าต่อ...ทำไมผมถึง “ขำ” เหรอครับ...ก็เพราะว่ามันไม่ได้เข้าข่ายเลยสักนิด ด้วยเหตุผลดังนี้ไง

1. บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) มันเป็นเจ้าของโทรศัพท์ Nokia ตั้งแต่เมื่อไหร่กันหว่า?...ผมไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินมาก่อนเลยว่า บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) มันมีโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia เป็นของตัวมันเองเลย...แล้วโรงงานมันตั้งอยู่ที่ไหนกัน(วะ)
2. สัญญาที่มันเขียนลงบนหัวกระดาษ มันก็ใช้คำว่า “สัญญาสินค้าเงินผ่อน”...ไม่เห็นมีคำว่า “สัญญาเช่าซื้อ” เขียนไว้อยู่ตรงไหนเลย?
3. ใบเสร็จรับเงินค่าเครื่องโทรศัพท์มือถือ ที่นายพอเพียงได้รับมาจากห้างฯ ก็อยู่ที่นายพอเพียงเป็นผู้เก็บไว้ แถมยังมี “ใบรับประกันสินค้า” ที่ระบุว่าซ่อมฟรี 1 ปี หากเครื่องโทรศัพท์มีปัญหา ซึ่งในใบรับประกันสินค้านั้น ก็ยังเขียนไว้ด้วยว่า “ชื่อผู้ซื้อ...ชื่อ นายพอเพียง นามสกุล ไปวันวัน” โดยชัดเจน...ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า "ชื่อผู้ซื้อ...ชื่อ บริษัท ไอ้อ้อน(Teen) ซะเมื่อไหร่

แล้วมันจะเป็น คดีอาญา ไปได้ยังไง(วะ)เนี่ย…เหอ...เหอ...เหอ...เอิ๊ก...

ถ้ามันยังขืนกล้ามายึดเอาเครื่องโทรศัพท์มือถือตามที่มันขู่แล้วล่ะก็ นายพอเพียงสามารถเอาหลักฐาน “ใบรับประกันสินค้า” ตัวนี้ ไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับมัน ในข้อหา "ข่มขู่กรรโชกทรัพย์" , “ชิงทรัพย์” หรือ “ปล้นทรัพย์” ยังได้เลยด้วยซ้ำ

บางคนอาจจะบอกว่า "ไม่รู้ว่ามันเป็นสัญญาเช่า ซื้อจริงๆหรือเปล่าสิคะ เพราะไม่มีหนังสือหนังสือสัญญาค่ะ เนื่องจากตอนที่ไปทำสัญญาเอาไว้ ทางเจ้าหนี้เขาก็ไม่ได้ให้ Copy สัญญากลับมาด้วย" หรือว่า "หนังสือสัญญาหายค่ะ ทิ้งไปแล้วเพราะนึกว่ามันไม่สำคัญ เลยไม่รู้ว่ามันเป็นสัญญาเช่าซื้อหรือเปล่า"

ไม่เป็นไรครับ...ผมบอกแล้วไงว่า เอกสาร"ใบรับประกันสินค้า"นั่นแหละ ที่จะเป็นหลักฐานชี้ชัดได้ว่า "ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของโดยแท้จริง" และถ้ายังไม่เคยกรอกชื่อหรือรายละเอียดใดๆไว้ใน"ใบรับประกันสินค้า"นี้เลย ก็ให้รีบเขียนซะนะ...แล้วเก็บเอาไว้ให้ดี

แต่ถ้ายังมีหน้ามาบอกอีกว่า "ใบรับประกันก็หายเหมือนกันค่ะ ไม่เคยเก็บเอาไว้เหมือนกัน"

เออ...เจริญล่ะ...ไม่รู้จักเก็บอะไรไว้ซักอย่างเลย ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วโว้ยอย่างนี้...ก็จงโดนทวงของต่อไปก็แล้วกัน

แล้วถ้ายังถามต่ออีกว่า...เอ!...แล้วเราจะมีวิธีสังเกตุอื่นๆอีกบ้างไหม? ที่พอจะคาดเดาได้ว่า...สินค้าเงินผ่อนอันไหน?...หรือเจ้าหนี้รายใด?...ที่ ตัวเจ้าหนี้มันเป็นเจ้าของทรัพย์มาตั้งเริ่มแรก

โถ...สังเกตุได้ง่ายนิดเดียวครับ...ถ้าเจ้าหนี้มันลงทุนซื้อของเข้ามาขายใน ร้านหรือในห้างฯของตัวเอง มันก็เป็นเจ้าของยังไงล่ะครับ...ส่วนเจ้าหนี้รายไหนที่มันไม่ลงทุนซื้อของ เข้ามาในร้านของตัวเองเลย (หรือเรียกได้ว่า ไม่มีร้านขายของเป็นของตนเอง) แต่แค่อาศัยเอาสติกเกอร์หรือแผ่นป้ายโฆษณา ไปฝากแปะไว้ตามร้านค้าหรือห้างต่างๆ (แบบกาฝาก) ก็แสดงว่าไม่ใช่สินค้าของมันยังไงล่ะครับ
เช่น
ร้านเพาว์เวอร์ควาย , ห้างโลตุ๊ด , ห้างบิ๊กซี๊ เป็นต้น...พวกนี้มันมีห้างหรือร้านค้าเป็นของตัวเอง และลงทุนซื้อสินค้าต่างๆเข้ามาใน ห้าง/ร้าน ของตัวเอง ดังนั้นมันจึงเป็นเจ้าของสินค้าตั้งแต่เริ่มแรก
ส่วน ไอ้พวกยี่ห้อ ไอ้อ้อน(Teen) , อีทสิควาย , เฟริสท์ถ่อย , เซทเทเลว เหล่านี้ มันก็แค่เอาป้ายโฆษณาเงินผ่อนไปฝากแปะไว้ตามห้างฯเท่านั้น สินค้าต่างๆที่อยู่ในห้าง มันไม่ได้เป็นผู้ลงทุนซื้อมาสักชิ้น

เข้าใจหรือยังครับ?

ทีนี้...เรามาลองสมมุติกันอีกสักกรณีหนึ่งนะ (โดยสมมุติว่า...ต่อให้มันเป็น “สัญญาเช่าซื้อ” จริงๆก็ตามที)
แต่ถ้าหากการทำ “สัญญาเช่าซื้อ” นั้น...มันไม่ได้มีการระบุรายละเอียดของสินค้าไว้โดยละเอียด (ตามตัวอย่างในข้อความตัวอักษรสีแดง ที่ผมยกตัวอย่างให้ดู)...แต่ถูกระบุไว้เพียงแค่ว่า

ประเภทสินค้า = เครื่องรับโทรทัศน์ (เพียงแค่นี้!...เท่านั้น!...แต่รายละเอียดอย่างอื่นไม่ได้มีเขียนบอกอะไรไว้อีกเลย)

แต่ทางเจ้าหนี้มันจะอ้างว่ามา "ยึดของ"...แล้วมันจะมายึดอะไรล่ะครับ...เข้าใจไหม?

ผมกำลังหมายความว่า...หากลูกหนี้"หยุดจ่าย" แล้วฝ่ายเจ้าหนี้ มันโมเมว่าจะเข้ามายึดเอาของคืน ก็ให้ถามมันไปว่า..."มรึงจะมายึดเอาอะไรจากกรู(วะ)"
ถ้ามันตอบว่า "ก็จะมายึดเอาโทรทัศน์กลับคืนไปน่ะสิวะ"
ก็ให้คุณไปเตรียมซื้อโทรทัศน์เครื่อง เก่าๆ พังๆ ยี่ห้ออะไรก็ได้ รุ่นอะไรก็ได้ จากร้านรับซื้อของเก่า (หรือจะถามจากพวก "ซาเล๊งเก็บขยะ" ก็ได้) โดยเลือกซื้อเอาเครื่องโทรทัศน์ที่ราคาถูกที่สุด ถึงแม้มันจะเหลือเป็นเพียงแค่ โครง ซาก พังๆ เน่าๆ ของเครื่องโทรทัศน์ก็ได้ (ราคาไม่น่าจะเกินร้อยกว่าบาท) แล้วก็เอาไปวางกองไว้ที่หน้าบ้านของคุณเอง
ต่อจากนั้นก็ให้โทรไปบอกกับเจ้าหนี้มันว่า "กรูได้เตรียมโทรทัศน์ไว้คืนให้มรึงเรียบร้อยแล้วนะ ให้มรึงรีบใสหัวมรึงมาเอาไปได้เลย...โดยไว
แล้วถ้าหากมันมายึดจริงๆ...ก็ชี้ให้มันดูว่า “นั่น ยังไงล่ะ โทรทัศน์ของมรึง เชิญมรึงขนเอาไปได้เลย แล้วช่วยเซ็นต์ชื่อมรึงลงในเอกสารรับของคืนแผ่นนี้ซะด้วยนะ ว่ามรึงได้ขนเอาของคืนกลับไปแล้ว...อ้อ...แล้วพอได้ของกลับไปแล้ว...ต่อไปก็ อย่า เสือ_โทรมาทวงอีกล่ะ
พอมันเห็นซากโทรทัศน์ พังๆ เน่าๆ เท่านั้นแหละ...มันก็จะรีบบอกทันทีว่า “เฮ้ย!...ไม่ใช่โทรทัศน์เครื่องนี้นี่หว่า มันต้องเป็นเครื่องอื่นสิ
ให้คุณบอกมันไปว่า “ถ้ามันไม่ใช่เครื่องนี้ แล้วมันจะเป็นเครื่องไหนล่ะวะ ก็มรึงให้กรูมาแค่เครื่องนี้แหละ...ในสัญญามรึงก็เขียนเอาไว้ว่า ประเภทสินค้าคือเครื่องรับโทรทัศน์มัน ก็เขียนไว้แค่นี้...ก็นี่ยังไงล่ะเครื่องรับโทรทัศน์...หรือมรึงมองเห็นเป็น ตู้เย็นรึไงฟะ...ว่าไง...มรึงจะเอารึไม่เอา ถ้าไม่เอาคืนแล้วเสือ_โทรมาทวงทำไมวะ?"

*** เล่นกับมันอย่างนี้ไปเลยคร๊าบ พี่น้อง...จะไปกลัวอะไรกับมันล่ะ ***

อ่ะแฮ่ม...จะแถมให้อีกสักกรณีละกัน (เป็นกรณีสุดท้าย...แบบทิ้งทวน)

ในครั้งอดีต เคยมีคนตั้งกระทู้ถามในทำนองว่า เอาบัตรเครดิตไปรูดซื้อ TV กับ แอร์ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ผ่อนจ่ายหนี้บัตรเครดิต...ทางเจ้าหนี้มันจะมายึดของ คืนไปได้ไหม?

และนี่ก็คือคำถามที่ว่า
การซื้อสินค้าผ่านบัตรเคริตแล้วค้างจ่าย
สวัสดีพี่ๆทุกท่านครับ ที่เข้ามาอ่านข้อสงสัยของกระผม ผมอยากทราบว่าผมได้ซื้อทีวีกับแอร์ โดยชำระผ่านบัตรเครดิต แต่แล้วผมมีปัญหาเรื่องเงินเลยไม่ได้ชำระขั้นต่ำจนปัจจุบันก็หยุดจ่ายแล้ว
ผมอยากทราบว่าทางเจ้าหนี้ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของบัตรเครดิตจะมีสิทธิ์มายึดสินค้าคืนจากเราได้ไหมครับ


ส่วนนี่ก็คือคำตอบจากผม
การนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อการ อุปโภค หรือ บริโภค ก็ตาม...ก็คือการขอยืมเงินของทางเจ้าหนี้ ให้สำรองจ่ายแทนเราไปก่อนสำหรับการซื้อสินค้านั้นๆ ซึ่งเงินที่เราได้ยืมมาจากเจ้าหนี้ โดยการใช้บัตรเครดิตไปรูดเช่นนี้ เราจะเอาไปซื้ออะไร มันก็เป็นเรื่องของเรา เป็นสิทธิ์ของเรา เจ้าหนี้มันจะมาอ้างทวงสินค้าที่ถูกซื้อไปไม่ได้ เพราะสินค้านั้นๆ ได้จัดเป็นกรรมสิทธิ์ของเราแล้ว...เพียงแต่เราต้องไปชดใช้หนี้ตามมูล "เงิน" ที่เราไปยืมเขามาก็เท่านั้น

ผมขอยกตัวอย่าง "สมมุติ" ให้ดูสักกรณีหนึ่งก็แล้วกัน

สมมุติว่า...คุณไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง โดยในครั้งนั้น คุณได้สั่งอาหารราคาแพงๆมาทานหลายอย่าง อาทิเช่น หูฉลาม , เป็ดปักกิ่ง , ขาแพะอบน้ำแดง ฯลฯ เป็นต้น
หลังจากทานจนอิ่มเสร็จแล้ว คุณก็ได้จ่ายชำระ "เงิน" ค่าอาหารทั้งหมด ด้วยการรูดบัตรเครดิตที่ภัตตาคารดังกล่าว
ต่อมา...คุณประสบปัญหาเรื่องสภาพการเงินแบบกระทันหัน และไม่สามารถหาเงินไปจ่ายชำระค่าบัตรเครดิดได้ แม้กระทั่งการจ่ายขั้นต่ำก็ตาม

คุณคิดว่า...ทางเจ้าหนี้มันจะมาทวง "เงินค่าอาหาร" หรือทวง "อาหารที่คุณกินเข้าไป" ล่ะครับ
เพราะถ้ามันจะมาทวงเอา"สินค้า"ที่คุณกินเข้าไป...ซึ่งมันก็ได้ถูกย่อยสลายจนกลายเป็น "ขี้" ไปหมดแล้ว



แล้วคุณคิดว่า ทางเจ้าหนี้...มันจะมายึดเอา "ขี้" ของคุณไปไหมล่ะครับ?


หวังว่าทุกท่านที่มีปัญหาเรื่อง “การผ่อนสินค้า” พอได้เข้ามาอ่านในนี้แล้ว...คงจะเข้าใจและเห็นภาพได้มากขึ้นนะครับ

อ้อ...ฝากเพื่อนคณะกรรมการ และเพื่อนสมาชิกทุกท่านด้วยนะครับ หากมีใครเข้ามาถามเกี่ยวกับ เรื่องสินค้าเงินผ่อนหรือเช่าซื้ออีก (พวกที่สักแต่ถามอย่างเดียว แต่ไม่ยอมค้นหาอ่านเอาเลย) ก็เอากระทู้นี้ไป Link ให้ดูได้เลยนะครับ

ด้วยความปราถนาดีจาก
หนึ่งในคณะกรรมการฝ่ายบู๊ “นักชกวงนอก”
นกกระจอกเทศ
http://www.consumerthai.org/

ขอเตือนอีกครั้ง...สำหรับผู้ที่จะไปขึ้นศาลด้วยตนเอง

ขออนุญาตหยิบยกเอากระทู้เก่าๆ ที่ผมได้เคยเตือนเรื่องการไปขึ้นศาลด้วยตัวเอง นำขึ้นมากล่าวเตือนใหม่อีกครั้ง (เนื่องจากกระทู้เก่าๆ ที่เคยเตือนไว้ ข้อมูลอยู่ใน Webboard เก่า) เพราะเกรงว่าสมาชิกที่เพิ่งเข้ามาใหม่ จะไม่ทันได้อ่าน

ใคร่ขอเตือนเพื่อนสมาชิก ที่จะไปขึ้นศาลด้วยตนเอง โดยไม่ต้องการต่อสู้คดี...แต่ต้องการไปขึ้นศาลเพื่อ ร้องขอค่าลดหย่อนต่างๆจากศาล (ร้องขอความเมตตาจากศาล) หรือต้องการไปขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ให้พึงระวัง!...การใช้วิธีการอันสกปรก ของทนายโจทก์ ที่จะพยายามขัดขวางคุณทุกวิถีทาง...เพื่อไม่ให้คุณได้มีโอกาสได้ร้องขอความเห็นใจจากศาล

ขอให้เข้าไปดู "ตัวอย่าง" บางกรณี ได้จากในกระทู้ข้างล่างนี้

old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=15506
old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=15575
old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=16971
old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=18249
old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=18363
old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=18458
old.consumerthai.org/compliant_board1/view.php?id=18480
www.consumerthai.org/old/compliant_board1/view.php?id=13645